ประโยชน์น้ำสมุนไพรไทย สรรพคุณน้ำสมุนไพร ขั้นตอนวิธีการทํามีอะไรบ้าง

ประโยชน์น้ำสมุนไพรไทยมีอะไรบ้าง สรรพคุณน้ำสมุนไพร ขั้นตอนวิธีการทํา น้ำสมุนไพรรักษาโรค

ประโยชน์น้ำสมุนไพรไทย สรรพคุณน้ำสมุนไพร ขั้นตอนวิธีการทํามีอะไรบ้าง

วิธีทําชามะเขือพวง

มะเขือพวงนั้นเป็นพืชในตระกูลมะเขือ มีต้นเป็นพุ่ม ขนาดไม่สูงมากนัก ส่วนที่นำมาใช้งานนั้นเป็นส่วนของผล ซึ่งมีรสขม แต่มีสรรพคุณเป็นยาช่วยรักษาบรรเทาอาการผิดปกติหลายอย่าง สำหรับมะเขือพวงนั้นนิยมนำเอามาประกอบอาหารรับประทาน หรือกินเคียงกับอาหารอื่นๆ เช่น น้ำพริกกะปิมะเขือพวง พะแนง แกงไตปลา เป็นต้น นอกจากการใช้งานโดยการปรุงกับอาหารแล้ว ยังสามารถนำเอามะเขือพวง มาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร เพื่อสุขภาพได้ นั่นก็คือชามะเขือพวงครับ

ชามะเขือพวง

โดยชามะเขือพวงนั้นมีสรรพคุณหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยขับเสมหะ ขับเหงื่อ ต้านมะเร็ง ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นชาสมุนไพร ที่มีสรรพคุณ แทบจะครอบจักรวาลเลยทีเดียว ซึ่งเราสามารถนำเอามะเขือพวง มาทำชาสมุนไพร สำหรับดื่มเองได้ง่ายๆ โดยใช้สูตรนี้ครับ

ก่อนอื่นเตรียมส่วนผสม ดังต่อไปนี้

1. มะเขือพวง ปริมาณตามชอบ

2. ใบเตย ปริมาณตามชอบ แต่ต้องหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อใช้งานได้ง่าย สำหรับการดับกลิ่นเหม็นเขียวของมะเขือพวง

เมื่อได้ส่วนผสมครบ ให้เริ่มลงมือทำชามะเขือพวง ได้จากวิธีการดังนี้

– ให้เอามะเขือพวงและใบเตยที่เตรียมไว้ มาล้างน้ำให้สะอาด (ใบเตยควรล้างก่อนหั่น) จากนั้นเอามะเขือพวงไปตำหรือบดให้ละเอียด แนะนำว่าควรนำเอาไปปั่น เพราะการตำอาจจะทำให้เนื้อมะเขอพวงไม่ละเอียดได้ จากนั้นตักออกมาใส่ภาชนะพักไว้

– หั่นใบเตยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาไปตาก พร้อมกับมะเขือพวง ที่ทำการปั่นเอาไว้ (แยกกันตาก) โดยการตากนั้นควรตากประมาณ 3 วันและพยายามอย่าให้มีความชื้นขึ้นได้

– เมื่อตากแดดได้ที่แล้ว ให้เอามะเขือพวงและใบเตยมาทำการคั่วในกระทะเพื่อให้แห้งสนิท และสามารถใช้งานได้สะดวก นอกจากนั้นการคั่วจะทำให้ลดกลิ่นเหม็นเขียว ของมะเขือพวงลงได้ แถมยังเป็นการเพิ่มกลิ่นที่หอมให้กับใบเตยด้วยเช่นกันครับ อย่างไรก็ตามการคั่วไม่ควรใช้ไฟแรงมาก และควรระวังอย่าให้ไหม้

– นำเอามะเขือพวง และใบเตยที่คั่วเสร็จแล้ว มาทำการตำให้แหลกเป็นผงอีกครั้ง (แยกกันตำ) คราวนี้จะสามารถตำได้ง่าย เนื่องจากสมุนไพรจะมีความแห้งกรอบ จากกรรมวิธีการตากแห้ง และการคั่ว

– นำเอามะเขือพวงและใบเตยที่ตำแหลกแล้ว มาคลุกเข้าด้วยกัน จะได้เนื้อสมุนไพร ที่พร้อมสำหรับการนำไปชงดื่ม หรือการบรรจุใส่ภาชนะไว้ขาย หรือให้เป็นของขวัญครับ

วิธีการดื่มนั้น สามารถชงดื่มกับน้ำร้อนได้เลย เหมือนกับชาทั่วๆ ไป โดยการดื่มแนะนำให้จิบดื่มตลอดทั้งวัน สามารถดื่มต่อเนื่องได้ราวๆ 10 วัน จากนั้นควรหยุดพัก 3-4 วันแล้วจึงชงดื่มได้ใหม่ครับ

วิธีทําน้ําใบเตย

ใบเตยถือได้ว่าเป็นสมุนไพร ที่มีสรรพคุณหลายๆ อย่างที่ดีต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยดับกระหาย คลายร้อน แก้อาการอ่อนเพลีย ปรับสมดุลของระบบในร่างกาย แก้อาการร้อนใน ลดความดันโลหิตสูง เป็นต้น นอกจากการใช้ในทางเป็นยาสมุนไพรแล้ว ยังมักมีการนำเอาใบเตย มาทำเป็นของหวาน และเครื่องดื่มอีกด้วย ทั้งนี้เพราะว่าใบเตยมีกลิ่นที่หอม น่ารับประทานมากๆ นั่นเอง

น้ําใบเตย

ใบเตย นิยมนำเอามาทำเป็นน้ำใบเตย สำหรับการจิบดื่ม เพื่อช่วยอาการร้อนใน กระหายน้ำ โดยในบ้านเรานิยมดื่มน้ำใบเตยกันมาก ดังนั้นบทความนี้จะมานำเสนอวิธีการทำน้ำใบเตยสำหรับดื่มเองแบบง่ายๆ แต่รับรองได้เลยว่ารสชาติหวานชื่นใจอย่างแน่นอนค่ะ

ก่อนอื่น เตรียมส่วนผสม ดังต่อไปนี้

1. ใบเตยสดหั่นขวางเป็นชิ้นสั้น ประมาณ 3-4 ถ้วย ตวง หรือหากชอบรสแก่ รสอ่อน ก็เลิกเพิ่มหรือลดได้ตามชอบ

2. น้ำสะอาดประมาณ 8 ถ้วยตวง

3. น้ำตาลทรายประมาณ 2 ถ้วยตวง

4. วุ้นมะพร้าว 2 ถ้วยตวง

เมื่อเตรียมส่วนผสมทั้งหมดแล้ว ให้เริ่มลงมือทำน้ำใบเตยกันเลยค่ะ

1. หากยังไม่ได้ทำการหั่นใบเตย ให้เอามาหั่นให้หมด โดยก่อนหั่นควรล้างทำความสะอาดเสียก่อน โดยการล้างให้สะอาดนั้นควรแช่น้ำเกลือหรือด่างทับทิมไว้ประมาณ 15 นาที เพราะใบเตยนั้นเป็นพืชพุ่มต่ำ สามารถโดนสิ่งสกปรก และสารตกค้างได้ง่าย เมื่อล้างทำความสะอาดแล้วจึงนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตักใส่ถ้วยเตรียมไว้

2. เอาน้ำเปล่าใส่หม้อตั้งไฟแรงจนน้ำเดือด จากนั้นหรี่ไฟเหลือไฟปานกลาง จึงนำเอาใบเตยที่เตรียมไว้ ใส่ลงไป โดยยังไม่จำเป็นต้องคน หรือทำอะไรกับมัน ปล่อยไว้อย่างนั้นก่อนในอันดับแรก

3.เมื่อน้ำเริ่มเดือดขึ้นมาอีกครั้ง จึงเติมน้ำตาลทรายที่เตรียมไว้ลงไป จากนั้นค่อยๆ คนจนน้ำตาลเริ่มละลาย จึงปิดไฟ ยกหม้อลง

4. เมื่อน้ำใบเตยเริ่มเย็น ให้หาผ้าขาวมากรองเอาส่วนกากออก จนเหลือแต่น้ำ นำเอาแช่เย็นก่อนเสิร์ฟ หรือจะใส่น้ำแข็งและเติมวุ้นมะพร้าวนุ่มๆ ก่อนเสิร์ฟก็ให้รสชาติที่หอมอร่อยไม่แพ้กันค่ะ

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกสูตรหนึ่ง ที่เหมาะสำหรับการทำดื่มคนเดียว หรือเสิร์ฟน้อยที่ คือให้เอาใบเตย 10 ใบ มาปั่นจนแหลก จากนั้นจึงตั้งหม้อใส่น้ำ รอจนน้ำเริ่มร้อน ให้เอาใบเตยที่ปั่นไว้แล้วเติมลงไป ตามด้วยน้ำตาลทราย คนให้เข้ากันจนได้ที่แล้วปิดไฟยกลง เสิร์ฟพร้อมกับน้ำแข็ง และขนม

สำหรับน้ำใบเตย สามารถนำเอามาทำเป็นน้ำดื่มเพิ่มสุขภาพได้ โดยการตัดน้ำตาลออกไป (หรือใส่เพียงเล็กน้อย) ซึ่งน้ำใบเตยจะช่วยลดอาการร้อนใน ดับกระหาย คล้ายร้อนได้เป็นอย่างดีค่ะ

วิธีทำหมักน้ำนัวใบหม่อน

น้ำนัว หมายถึงน้ำปรุงรสชาติ ที่จะทำให้เกิดรสชาติอร่อยกลมกล่อมแก่อาหารได้ หากนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงรสชาติของ ผงชูรส นั่นเองครับ ซึ่งแน่นอนว่าการใช้ผงชูรสต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ นั้นจะส่งผลเสียกับร่างกายได้ จึงมีการคิดค้นสูตรของน้ำนัวขึ้นมาใช้แทน โดยจะใช้สมุนไพรและส่วนผสมจากธรรมชาติ ที่ให้รสชาติใกล้เคียงกับผงชูรส (หรืออร่อยกว่า) แต่ไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด

หมักน้ำนัวใบหม่อน

สำหรับสูตรน้ำนัวที่จะมาแนะนำกันวันนี้ เป็นสูตรน้ำนัวที่ผลิตจากใบหม่อน ซึ่งใบหม่อนเป็นสมุนไพร ที่หาได้ง่ายในบ้านเรา ทั้งสามารถปลูกใช้เองได้ง่ายๆ อีกด้วย ซึ่งการทำน้ำนัวจากใบหม่อน สามารถทำได้ โดยการเตรียมเครื่องปรุง และส่วนผสม ดังต่อไปนี้

– ใบหม่อน 1 กำมือ สำหรับน้ำนัว 1 ขวด

– สับประรดสุก 3 กก.

– น้ำตาลทรายแดง 1 กก.

– เกลือ 300 กรัม

เมื่อได้ส่วนผสมทั้งหมด ให้ทำการเริ่มลงมือทำ ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ

1. เอาสับปะรดมาทำการล้าง และปอกเปลือกให้เรียบร้อย จากนั้นสับให้เป็นท่อนๆ หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จะใช้วิธีปั่นหยาบแทนก็ได้ครับ เมื่อเสร็จตักใส่ชามปากกว้าง เพื่อให้คลุกกับส่วนผสมอื่นๆ ได้ง่าย

2. จากนั้นเอาใบหม่อน และน้ำตาลทรายแดงที่เตรียมเอาไว้ มาคลุกเคล้าให้เข้ากับสับปะรดในชาม จนเข้ากันดีแล้วตักใส่ขวดโหล หรือภาชนะที่มมีฝาปิดแน่นหนา ซีลฝาให้แน่น ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 วัน จึงสามารถนำเอามาใช้งานได้ ด้วยการปรุงอาหารต่างๆ หรือการบรรจุใส่ขวด นำไปขาย ตลอดจนเป็นของขวัญที่มอบให้แก่กันในโอกาสพิเศษต่างๆ

อาหารที่มักจะมีการใช้น้ำนัว ในการปรุงรส และมีการทดลองแล้วว่าให้รสชาติอร่อยถูกปาก นันก็คืออาหารที่รสจัดจ้าน เช่น ลาบ ก้อย ส้มตำ เป็นต้น

นอกเหนือจากคุณประโยชน์ในการให้รสชาติ ที่อร่อยแล้ว น้ำนัวสูตรนี้ ยังไม่ส่งผลข้างเคียงกับร่างกาย และมีสรรพคุณในทางยาอีกด้วย ดังต่อไปนี้

1. ใบหม่อน เป็นสมุนไพร ที่มีสรรพคุณในการช่วยรักษาอาการร้อนใน ช่วยขับเหงื่อ แก้อาการเจ็บคอ ตลอดจนรักษาอาการผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ นอกจากนั้นแล้วใบหม่อน ยังมีสรรพคุณ ในการช่วยขับพิษ บำรุงไต ทั้งยังมีสรรพคุณ ลดระดับของน้ำตาลในเลือดอย่างได้ผลอีกด้วยครับ

2. สับปะรด เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยาอีกชนิดหนึ่ง สำหรับสับปะรดนั้น จะช่วยในการกำจัดเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ แก้หวัด แก้อาการไอ ขับเสมหะ นอกจากนั้นก็ยังมีสรรพคุณ ในการฟอกเลือด ขับสารพิษ บำรุงไต ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว บรรเทาอาการปวด หรืออักเสบตามข้อต่อในร่างกายได้อย่างชะงัด